เมื่อวันที่
20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา 03.25
น. ได้เกิดเหตุคนในฝ่ายรัฐบาลไม่ทราบจำนวน
ใช้เครื่องยิงลูกระเบิดชนิด เอ็ม
79 ยิงเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดยระเบิดตกลงบนหลังคาเต็นท์ผ้าใบของผู้ชุมนุม
อยู่หน้าเวทีปราศรัย ผลจากแรงระเบิดทำให้สะเก็ดระเบิดกระจายเป็นวงกว้าง
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ชื่อนายเจนกิจ
กลัดสาคร บาดเจ็บสาหัส 2 ราย และบาดเจ็บอีก
21 ราย นับเป็นการเสียชีวิตเป็นรายที่
3 จากการเข่นฆ่าประชาชนโดยฝ่ายรัฐบาล
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ขอแสดงความเสียใจ และไว้อาลัยให้กับครอบครัวและมิตรสหายของผู้วายชนม์
และขอประกาศอย่างเป็นทางการยกย่อง
เชิดชู นายเจนกิจ กลัดสาคร ให้เป็นวีรชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนตลอดไป
ตลอดจนขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บทุกคนในความกล้าหาญครั้งนี้
ทั้งนี้การใช้อาวุธสงครามประเภทระเบิดในการเข่นฆ่าประชาชนผู้มาชุมนุมร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นสตรี ผู้สูงวัย
และเยาวชน นั้นมิได้เกิดครั้งแรก
หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
ครั้งแล้วครั้งเล่าจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐและอันธพาลของรัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดทั้งสิ้น
ครั้งสุดท้ายเมื่อเช้าตรู่ของวันที่
12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 คนในฝ่ายรัฐบาลได้ยิงระเบิดใส่เต็นท์ผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล
ทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้รับบาดเจ็บหลายราย
ซึ่งพลตรี จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ได้ส่งหนังสือทันทีถึงผู้รับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงในพื้นที่นั้น
คือ ผู้บัญชาการทหารบกและรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน,
แม่ทัพภาคที่ 1, ผู้บัญชาการกองพลที่
1, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ให้ช่วยกันหยุดยั้งการใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชนใจกลางพระนคร
แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดได้หยุดยั้งการใช้อาวุธสงครามต่อผู้ชุมนุมได้แต่ประการใด
การใช้อาวุธสงครามประเภทระเบิดที่ใช้กับผู้ชุมนุมที่ผ่านมานั้น
สะท้อนให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นฝ่ายรัฐบาล
โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกราชการและในราชการที่มีส่วนและรู้เห็นเป็นใจในการยิงระเบิดอาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชน
ทั้งนี้เพราะถ้าตำรวจไม่ร่วมมือหรือรู้เห็นเป็นใจ
ก็จะไม่สามารถที่จะนำอาวุธสงครามประเภทนี้เข้ามาในใจกลางเมืองหลวง
เพื่อทำร้ายผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในทำเนียบรัฐบาลได้
ย่อมแสดงให้เห็นว่า
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และนายตำรวจอีกหลายนาย
ต่างรู้เห็นเป็นใจและสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลในการเข่นฆ่าประชาชนที่มาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่ในการปกป้องราชบัลลังก์
ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
ที่ผ่านมาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาชุมนุม
เพื่อมาตรวจสอบรัฐบาล และปกป้อง ชาติ
ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่กลับถูกรัฐบาลใช้อำนาจรัฐและใช้อำนาจมืดมาเข่นฆ่าทำร้ายประชาชนมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตามการชุมนุมในการขับไล่รัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิด
และการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550 ยังไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายและไว้วางใจได้
เพราะ สภาทาสของระบอบทักษิณ ก็ยังยืนยันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับตัวเองและพวกพ้อง
และเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างสถาบันองคมนตรีอันเป็นการลดพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง
ซึ่งเป็นสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่สามารถที่จะยอมให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน
จากสถานการณ์ดังกล่าว
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงไม่สามารถใช้สิทธิการชุมนุมในที่ตั้ง
โดยปล่อยให้รัฐบาลเข่นฆ่าประชาชนรายวัน
โดยไม่ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยหรือรับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐได้อีกต่อไป
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่อาจอดทนต่อรัฐบาลฆาตกรที่เข่นฆ่าประชาชนทุกวันอย่างอำมหิตโหดเหี้ยม
และไม่อาจยอมรับสภาทาสของระบอบทักษิณได้อีกต่อไป
| พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ระดมมวลชนครั้งใหญ่
ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่
23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ตั้งแต่เวลา
14.00 น. เป็นต้นไป เพื่อ
เผด็จศึก เคลื่อนขบวนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หน้ารัฐสภา
หยุดอำนาจรัฐบาลทรราชฆาตรกรหุ่นเชิด
และหยุดสภาทาสระบอบทักษิณทุกรูปแบบ
และทุกวิถีทาง |
จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์มาใช้สิทธิ
โดยทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2551 มาตรา 70 ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง
ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จนกว่าสังคมไทยจะได้รับชัยชนะ
ด้วยจิตคารวะ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551